ทริปเดินทาง

รีวิว :: ทริปเต้าเฉิง-ย่าติง(2-7/11/2016) PART3:ตอนกลาง (LOST HORIZON กับ ขอบฟ้าที่หายไป)

เต้าเฉิง ย่าติง

亚丁 สถานที่แห่งนี้ถ้าย้อนกลับไปสักสมัย ปี 2008 เชื่อว่าหลายๆคนก็คงไม่รู้จัก แต่ช่วงหลังจากปี 2010 หนังสือท่องเที่ยวหลายๆเล่มก็ได้เริ่มตีพิมภาพความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ ทำให้ปัจจุบันเป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น การเดินทางสะดวก มีระบบสาธารณูปโภคที่ดีขึ้น โดยทำลายธรรมชาติให้น้อยที่สุด

ถนนเส้นทางที่จะมุ่งไปสู่ประตูอุทยาน (จุดขายตั๋ว)

ราคาตั๋วเข้าสู่ย่าติงก็เบาๆครับ 150 หยวน(เข้าออกได้ 3 วันเลยนะ) ส่วนค่ารถเข้าสู่อุทยานนี่ละไม่เบา 120 ต่อวัน/ วันที่สองเอาตั๋วเก่ามาต่ออายุลดราคาเหลือ 60 หยวน แต่กลุ่มพวกเราพักด้านใน ฉะนั้นซื้อครั้งเดียวแล้วก็ไม่ได้ใช้อีกเลยครับ เพราะถ้าพักข้างใน ตั๋ว 150 หยวนอยู่ตลอดชีพก็ได้นะครับไม่มีคนตรวจ รถก็เหมือนกันเราไม่ออกมาประตูใหญ่ ด้านในจะขึ้นกี่ร้อยรอบก็ขึ้นไปเหอะ #3# แอดมินไม่ได้กวนตีน แต่มันคือเรื่องจริงนะครับ

พอเราซื้อตั๋วเสร็จก็ขึ้นรถครับอีกยาวไกล

จากด้านหน้าเข้าไปที่พัก ยังอีก 30 กิโลเมตรเลยครับ เป้าหมายแถวๆภูเขาลูกหลังสุดครับ

ระหว่างทางจะมีคนพื้นที่เอาหินต่างๆ วางบนเนินเขาเพื่อบอกว่าสถานที่นี้เรียกว่าอะไร
รถคันนี้ละครับที่ ส่งเราจนถึงที่พักแล้วจะมีแวะให้ถ่ายรูปจุดถึงสองจุดด้วยถ้าไม่รีบร้อน
หมู่บ้านกลางหุบเขา หมู่บ้านย่าติงซึ่งตั้งอยู่ใจกลางอุทยานย่าติง

ด้านล่างก็คือหมู่บ้านย่าติงที่พวกเราจะพักกันสองคืน

“หมู่บ้านย่าติง” คือหมู่บ้านที่อยู่ติดกับ จุดทิวทัศน์ย่าติง ส่วนหมู่บ้านด้านนอกก็คือ “หมู่บ้านแชงกรีล่า” หรืออีกชื่อเรียกว่า “หมู่บ้านรื่อหว่า” โดยปกติคนทั่วๆไปจะพักกันที่ หมู่บ้านรื่อหว่า แต่เข้าออกหลายรอบอาจเสียเงินหลายรอบ ข้อดีคือ หมู่บ้านรื่อหว่า ระดับน้ำทะเล แค่ประมาณ 3000 เมตร แต่หมู่บ้านย่าติงนั้นระดับความสูงน้ำทะเลจะอยู่ที่ประมาณ 4000 เมตร อาจทำให้ป่วยได้ครับ

และแล้วช่วงบ่ายสองโมง เราก็มีถึงจุดทิ้งสัม(ภาระ) และ!

บริเวณจุดหมู่บ้านย่าติง การก่อสร้างเรียบง่าย
มีลานอเนกประสงค์อยู่ด้วย

จุดที่พักของเรานั้น เป็นป้ายจอดรถที่ 2 ของรถในอุทยาน และจุดที่ 3 ก็เป็นที่พักเหมือนกัน โดยรถในย่าติงจะมีป้ายจอดทั้งหมด 4 ป้ายนะครับ!
หลังจากนำของเก็บไว้ในที่พักแล้ว เวลาประมาณบ่าย 3 โมงเราก็เตรียมตัวเข้าย่าติงกันเลย แต่วันแรกที่มาถึง อาจเพราะยังไม่ชินกับระดับความสูง “พี่แป๊ะ” ขอบายในวันแรกครับผม

บรรยาตรงด้านหน้าทางเข้าอุทยาน

ตรงทางเข้าจะมีทางเดินให้เลือกเดินทางที่ทำไว้เป็นขั้นบันได กับ ทางเดินแบบทางลาดขึ้นเขา

บริเวณตามทางจะมีภาพวาดบนหินบ่งบอกถึงความเชื่อตามพุทธศาสนาของชาวทิเบต
เป็นงานฝีมือของคนในท้องถิ่น บอกถึงวัฒนธรรมของคนที่นี่
ตามรายทางก็ยังมีสถูปเก่า กองหิน และผ้าผูกอยู่เต็มไปหมด

ธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ แค่บริเวณจุดเริ่มเดินก็ดีต่อใจขนาดนี้แล้ว #_#!!

เมื่อเดินมาได้ระยะหนึ่งจะเห็นภูเขาอยู่รายล้อมจุดที่เรายืนอยู่

ก่อนอื่นแอดมินจะมานำเสนอถึงของดีของย่าติงกันนะครับ ย่าติงนั้นมีเทพปกปักษ์รักษากันอยู่สามองค์ โดยแต่ละองค์ก็จะถูกนำไปตั้งเป็นชื่อของภูเขาหิมะรอบๆ ย่าติง นามนั้นมีชื่อเรียกกันว่า

  1. “เซียนหน่ายรื่อ – 仙乃日” เป็นภูเขาหิมะที่อยู่ใกล้ที่สุด โดย บริเวณตีนเขาซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม จะมี “ทะเลสาบไข่มุก – 珍珠海”
  2. “เซี่ยนั่วตัวจี๋ – 夏诺多吉” เป็นภูเขาหิมะที่ถูกลืมเลือนมากที่สุด เพราะอะไรเพราะคนไม่รู้ว่าอยู่ไหน ภูเขาหิมะลูกนี้ตั้งอยู่ตรงกลางของการเดินทางในย่าติง ตั้งอยู่บริเวณ “ทุ่งหญ้ารั่วหลง – 洛绒牛场” หรือด้านหลังของจุดพักผ่อนหน่ะแหละครับ
  3. “ยางไม่หย่ง – 央迈勇” เป็นภูเขาหิมะที่จะดูใกล้ๆต้องเดินกันยาวๆที่สุดและครับ ปกติจากทุ่งหญ้ารั่วหลง ก็สามารถถ่ายรูปงามๆได้และ แต่อยากชมใกล้ๆก็ต้องเดินกันไปให้ถึง “ทะเลสาบนมวัว – 牛奶海” นั่นละครับ
บริเวณจุดทางแยกที่จะขึ้นรถไป ทุ่งหญ้ารั่วหลง หรือ จะเดินขึ้นเขาไปหา “เซียนหน่ายรื่อ”

บริเวณนี้จะมีทุ่งหญ้าที่สวยงามเรียกว่า “ทุ่งหญ้าชงกู่ – 冲古草甸” ถ้าเราไม่ขึ้นรถจะมีทางแยก “แยกซ้าย ไป ตามหา เซียนหน่ายรื่อ” “แยกขวา ไป วัดชงกู่ – 冲古寺” ความเป็นมาและประวัติของวัด หาอ่านได้ในเว็บ “ทริปเดินทาง” หัวข้อ ย่าติง นะครับ คนเขียนตั้งใจเขียนมากจริงๆ @@ ***ขอแนะนำว่า ขึ้นทางซ้าย ลงทางขวา จะสวยเวอร์ๆ***

ระหว่างทางแอบ แว๊บมาถ่ายด้านหลัง “วัดชงกู่”
ด้านหลัง “วัดชงกู่” มีสถูปเล็กๆ และกองหินวางไว้เต็มไปหมด

เมื่อมาถึงจุดนี้ในวันแรก พี่วรรณ และ พี่ช้าง เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้ปรับตัวกับระดับความสูง ทำให้เหนื่อยง่ายและเดินไม่ไหวเนื่องจากเย็นแล้ว เวลาประมาณ 16.30 น. ในเดือน 11 อุทยานจะปิดไวกว่าปกติ จึงให้พี่ทั้งสองคนลงไปรอก่อนครับเวลาเรามีเยอะ ค่อยมาอีกทีก็ได้ครับ

เป้าหมายที่แอดมินต้องไปให้ถึงในวันแรก

แต่แอดมินไม่ถอดใจนะจ๊ะ น้องเก่ง เดินนำไปไกลแล้วครับ

ระยะทางจากตีนเขา มันเขียน 1.5 กม. เอาจริงๆ มันเป็นระยะจาก Google Map เป็นเส้นตรงๆนะครับไม่รวมเราเดินขึ้นลงเขา

และแล้วเราก็มาถึงตีนเขา “เซียนหน่ายรื่อ”

ไม่รู้จะบรรยายอะไรครับ มันสวยมาก!

จากนั้นแอดมินก็ออกตามหา ทะเลสาบในตำนานทะเลสาบไข่มุกมันอยู่แห่งหนใด

มองไปรอบๆก็ยังไม่เจอทะเลสาบเลยครับเห็นแต่ภูเขา
รูปนี้ก็ยังเป็น “เซี่ยนหน่ายรื่อ”
“เซียนหน่ายรื่อ” ในทุกๆ มุมมอง แล้วทะเลสาบอยู่ไหนกันเนี่ย

ด้านขวามือมีป้ายเขียนว่า “จั๋วหม่าลาชั่ว – 卓玛拉错” จั๋วหม่า แปลว่า สตรี แอดมินเข้าใจทันที “ทะเลสาบไข่มุก – 珍珠海” ได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาท้องถิ่นไปเป็นที่เรียบร้อย เลี้ยวขวาประมาณ 100 เมตรก็มองเห็นแล้วครับ

ทะเลสาบไข่มุก หรือ จั๋วหม่าลาชั่ว

คนจีน 80-90% ก็ยังไม่รู้นะครับว่าตรงนี้นั่นละคือ “ทะเลสาบไข่มุก” หลายๆคนถามผมว่า ทะเลสาบไข่มุกไปทางไหน ทั้งๆที่อยู่ต่อหน้าแล้ว

“เซียนหน่ายรื่อ” และ “จั๋วหม่าลาชั่ว” เมื่อทั้งสองสิ่งมารวมอยู่ด้วยกัน

เมื่อทั้งสองสิ่งมารวมอยู่ด้วยกันก็กลายเป็นความงามที่ยากจะพูดออกมา

ตามตำนานเล่าขานไว้ว่า “เซียนหน่ายรื่อ” และ “จั๋วหม่าลาชั่ว” เทพทั้งสององค์นั้นเป็นคู่รักกัน ฉะนั้นเมื่อทั้งสองปรากฏออกมาให้เห็นพร้อมกันจึงกลายเป็นความสวยงามที่ไม่ได้พบเห็นได้ง่ายๆ

ภาพซ้าย : ก่อนจากลา คู่รัก ทั้งสอง สิ่งดีๆต่อใจเก็บไว้สักภาพ
ภาพขวา : วัดชงกู่ จากจุดไกลๆ

ในขณะนี้เวลาก็ล่วงเข้าไป 17.00 น. แต่ยังสว่างจ้าอยู่เลยครับ นัดพี่ๆเขาไว้ 17.30 น. ก็ได้แต่วิ่งลงเขาละครับ ไปเจอกันก็ 17.31 น.ละครับ

บรรยากาศยามเย็นช่วง 18.00 น.
และแล้วก็กลับมาถึงที่พัก

วันแรกในย่าติง ต้องบอกเลยว่าร่างกายหลายๆคนยังปรับตัวไม่ได้ เนื่องจากความสูง และ ความแห้งของอากาศ ซึ่งตัวแอดมินเองก็มีโรคประจำตัวคือ “ไซนัส” ด้วยความที่ประมาทไม่ได้เตรียมยาอะไรมา เนื่องจากอากาศแห้งมาก เลือดไหลออกจากโพรงจมูกสิครับ คืนแรกนั้นเรากินข้าวกันไม่อร่อยเลย นอนก็ไม่หลับเนื่องจาก ไซนัสกำเริบ เศร้า!และแล้ว วันที่ 3 ของการเดินทางก็จบลงแบบ โทรมๆครับ โดยที่อาหารเย็นกินกันแทบไม่ลง เนื่องจากอาหารการกินใน หมู่บ้านย่าติง นั้นดีสู้ที่ หมู่บ้านรื่อหว่าที่อยู่ด้านนอกไม่ได้ !!!


เช้าวันที่ 4 ของการเดินทาง หรือก็คือ วันที่ 2 ในย่าติง เริ่ม 8.00 น.ก็ไล่ปลุกทุกๆคนให้ตื่นมากินข้าว วันนี้เรายาวนะครับยาว กินกันให้อิ่มด้านในไม่มีของขายนะ ทุกคนยกเว้นผมกินกันนี๊ดเดียว แปลกมากไม่ค่อยหิว กินเสร็จ 9.30 น.เราก็มาถึงด้านหน้าทางเข้าจุดเดิมกันอีกแล้วครับ

“ฝอหยวนไถ” ชื่อนี้แปลว่า แท่นวาสนาต่อพุทธะ

ตรงจุดนี้ “ฝอหยวนไถ” นั้นให้เราลองโยนก้อนหินไปบนแท่นหิน ถ้าหินไม่กลิ้งตกลงมาแสดงว่าเรามีวาสนาต่อพุทธะครับ คนละก้อนนะ

วันที่ 2 ในย่าติง ตอนเดินเข้าไปยังจุดแรกเราเปลี่ยนไปเดินทางเนินกันแล้วครับ

บริเวณทุ่งหญ้าชงกู่

ตรงบริเวณทุ่งหญ้าชงกู่จะเป็นจุดขึ้นรถรับส่ง เสียเงินนะครับ ไป-กลับ 80 หยวน นั่งรถเพื่อไปถึง “ทุ่งหญ้ารั่วหลง” ย่นระยะการเดินของเราไปได้ 6 กม. หรือจะเดินไปก็ได้นะครับ วิวสวยมากๆ นั่งขาเดียวก็ได้ 50 หยวน

วิวระหว่างทาง สวยมว้ากๆ
ตลอดทางที่ผ่านมาจะเป็นต้นไม้เปลี่ยนสี สลับกับ เมฆเป็นปุยๆ
เห็นภูเขาหิมะอยู่ไกลๆแล้วนะครับ
ใกล้ที่จะถึงจุดจอดรถเพื่อต้องอาศัยสองขาก้าวเดินต่อไปแล้ว

และเมื่อมาถึงจุดจอดรถ จะมีป้ายบอกว่าจุดถ่ายภาพ “ยางไม่หย่ง” ภูเขาหิมะที่ไกลที่สุด

ทางเดินเข้าไปสู่ “ยางไม่หย่ง” นี่คือจุดเริ่มต้น

เป็นเรื่องปกติที่ทุกๆคน จะสนใจแต่ “ยางไม่หย่ง” เพราะดูจากสองภาพก็รู้แล้วครับ ว่ามันสวยแค่ไหน

เป้าหมายที่เราต้องเดินไป “ยางไม่หย่ง” จากจุดที่รถมาส่งเราก็ไม่ใกล้ไม่ไกลครับ 5 กม. ระยะ Google Map อีกแล้วครับ

จุดแรกที่ต้องผ่านจะเป็นทางเดินเข้าสู่ “ทุ่งหญ้ารั่วหลง”
ด้านล่างของภาพก็คือ “ทุ่งหญ้ารั่วหลง”
แนวเทือกเขาที่เป็นที่อยู่ของ “เซี่ยนั่วตัวจี๋” หรือก็คือด้านข้างๆของจุดพักผ่อนนั่นเอง

แต่ทุกๆคนหารู้ไม่ว่า ด้านหลังทุกๆท่านก็คือ “เซี่ยนั่วตัวจี๋” เพราะไม่เห็นหิมะเลย หิมะมันละลายไวสุดครับ สายๆก็หายไปหมดแล้ว ปล.จากหมู่บ้านย่าติง เช้ามืดจะมองเห็น เซี่ยนั่วตัวจี๋ ที่มีหิมะปกคลุมได้อย่างชัดเจนนะครับ แต่หนาวเลยไม่อยากออกมา

ทางเดิน ณ ปัจจุบันได้ทำไว้เป็นอย่างดีแล้ว
ทุกๆครั้ง พอเราหันกลับมาก็จะเจอ “เซี่ยนั่วตัวจี๋” แต่ 99% ของผู้มาเยือนไม่รู้จักมัน
ณ จุดๆนี้จะมีจุดให้ถ่ายภาพเป็นบริเวณกว้างมากๆครับ
อีกสักภาพหน่ะ
จุดเริ่มต้น ของการเดินทางเข้าสู่ “ยางไม่หย่ง” ต้องผ่านสิ่งสวยงามดีต่อใจแบบนี้ครับ “ทุ่งหญ้าเลี้ยงวัวรั่วหลง”

ว่าแล้ว ณ ตอนนี้เราก็ไม่สนใจอะไรกันแล้ว มุ่งหน้าไปสู่ “ยางไม่หย่ง” และ “ทะเลสาบนมวัว” กันเลย


Exit mobile version