น้ำที่สูงขึ้นทำลายพื้นที่ชายฝั่ง

931

น้ำที่สูงขึ้นทำลายพื้นที่ชายฝั่ง


น้ำที่สูงขึ้นทำลายพื้นที่ชายฝั่ง, น้ำท่วม, น้ำตก, น้ำหอม, น้ำแตก, น้ำดื่ม, ลดน้ำหนัก, พลังงานน้ำ

ประภาคารที่แหลม ฮัตเทอราส ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นในปี 2413 บนแนวทรายห่างจากชายน้ำเป็นระยะทางที่มากกว่าหนึ่งในสี่ของไมล์ มีความเชื่อว่าประภาคารดังกล่าวปลอดภัยจากแรงกระทำของทะเล เป็นเวลาเกือบหนึ่งศตวรรษที่มันเคยเป็นเช่นนั้น แต่ในทศวรรษ 70 การยกตัวอย่างช้าๆ ของคลื่นมหาสมุทรได้กัดเซาะรากฐานของมัน ประภาคารอยู่ห่างจากชายน้ำเพียง 160 ฟุต

เพื่ออนุรักษ์จุดสังเกตซึ่งเป็นประภาคารที่ทำจากอิฐที่สูงที่สุดในประเทศแห่งนี้ อุทยานแห่งชาติได้เคลื่อนย้ายประภาคารถอยขึ้นบกห่างออกไปอีกมากกว่าครึ่งไมล์ ฝีมือวิศวกรที่อุทิศเวลาหนึ่งศตวรรษในการวางแผนและเงินภาษีของประชาชนก้อนโตถึง 10 ล้านเหรียญ

เจ้าของที่ดินหน้าชายหาดบนฝั่งด้านนอกกำลังสูญเสียที่ดินไปเช่นกัน คนจากทุกหนทุกแห่งพากันมาเยี่ยมชายฝั่งซึ่งบัดนี้เรียงรายไปด้วยบ้านพักชายทะเล ดัก สโตเวอร์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติ ของชายฝั่งทะเลแห่งชาติ แหลมฮัตเทอราส “เกิดอะไรขึ้น” สโตเวอร์กล่าว “พวกเขากำลังสูญเสียทรายมากขึ้นแล้วเขาเลยขนทรายมาถมมากขึ้น เพื่ออนุรักษ์บ้านของเขาใช่ไหม”

โลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างไร

ทะเลที่สูงขึ้นเป็นหนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดที่สุดของปรากฏการณ์โลกร้อน เพราะอะไรหรือ? เหตุผลหนึ่งคือ ธารน้ำแข็งและแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกที่หลอมละลายช่วยเพิ่มน้ำให้แก่มหาสมุทรของพวกเขา ธารน้ำแข็งทำหน้าที่เก็บน้ำบนแผ่นดิน เมื่อก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาเหล่านี้ละลายลงสู่มหาสมุทร จะทำให้ปริมาณและระดับน้ำเพิ่มขึ้น (แนวคิดนี้สามารถสาธิตได้ง่ายๆ ลองเติมก้อนน้ำแข็งลงในแก้วที่มีน้ำที่มีน้ำปริ่มขอบแก้ว น้ำจะล้นออกมา น้ำส่วนที่เพิ่มนี้ก็เหมือนกับน้ำในมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นมาจากธารน้ำแข็งที่ละลาย)

เหนือสิ่งอื่นใด น้ำจะขยายตัวเมื่อมันอุ่นขึ้น ดังนั้นเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น น้ำในปริมาณเดียวกันจะกินพื้นที่มากขึ้น และนี่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ความเสี่ยงทวีคูณเมื่อระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นถือเป็นตัวนำเคราะห์สองชั้นให้แก่แนวชายฝั่ง ไม่เพียงเพราะน้ำทะเลที่ซัดขึ้นมาท่วมบนผืนดิน ยังเพราะคลื่นที่สูงขึ้นที่ยังกัดเซาะแนวชายฝั่ง ผู้ที่พำนักอยู่ตามชายฝั่งต้องเผชิญกับปัญหาที่ดาหน้าเข้ามา ไม่ว่าจะเป็น ความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่สูงขึ้น ความเสียหายในทรัพย์สินที่มากขึ้น และอัตราเบี้ยประกันที่สูงขึ้น (เบี้ยประกันที่สูงขึ้นทำให้เปลืองเงินภาษีมากาขึ้น เนื่องจากรัฐบาลกลางจะต้องให้เงินอุดหนุนประกันน้ำท่วมแก่พื้นที่ชายฝั่งจำนวนมาก)

สถานการณ์ของประภาคารแห่งนี้เป็นตัวอย่าง อีกตัวอย่างหนึ่งของความเสี่ยงที่เพิ่มทวีคูณต่อที่ดินชายฝั่งเมื่อโลกร้อนขึ้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประเมินสถานะของประภาคาร พวกเขาพบสาเหตุหลัก 2 ประการของการกัดเซาะรากฐาน ได้แก่ ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและเฮอริเคน เป็นที่คาดกันว่าเฮอริเคนจะรุนแรงขึ้นเมื่อสถานการณ์โลกร้อนเลวร้ายลง (ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ เฮอริเคนและโลกร้อน)

ในแง่ของสุขอนามัย ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังทำให้แหล่งน้ำจืด เกิดการปนเปื้อนจากน้ำเค็มในสถานที่ต่างๆ อย่างฟิลาเดเฟีย นิวยอร์ก ซิตี้ (แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่แห้งแล้ง) และพื้นที่จำนวนมากในหุบเขาตอนกลางของแคลิฟอร์เนีย

ปัญหาที่เกิดทั่วทุกหัวระแหงของประเทศ

หลังศตวรรษที่ 20 ทะเลสูงขึ้นอยู่ในช่วง 4-8 นิ้ว หรือสิบเท่าของอัตราเฉลี่ยของเมื่อ 3000 ปีก่อน แนวโน้มที่น่าตกใจนี้คุกคามชุมชนชายฝั่งของ ประเทศทุกแห่งซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรสหรัฐมากกว่าครึ่งประเทศอาศัยอยู่ ส่วนอื่นๆ ของโลกเองก็อยู่ในภาวะอ่อนไหวด้วยเช่นกัน น้ำท่วมที่ถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้นเนื่องจาก ระดับน้ำทะเลหนุนสูงคุกคามที่ราบต่ำใกล้ปากแม่น้ำไนล์ในอียิปต์ แม่น้ำแม่โขงในเวียดนามและกัมพูชา และแม่น้ำคงคาและพรหมบุตร และแม่น้ำอื่นๆ ทั่วโลก เมืองจมน้ำอย่างเวนีซ ที่โด่งดังของอิตาลี ซึ่งล้อมรอบไปด้วยน้ำและมีพื้นดินอยู่ใต้น้ำที่กำลังทรุดตัวลงเช่นเดียวกับรัฐหลุยเซียน่า กำลังถูกโจมตีครั้งสำคัญเช่นกัน

นักวิทยาศาสตร์สรุปว่าระดับน้ำทะเลจะยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากมลพิษจากก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์สร้างขึ้น และอาจสูงขึ้นถึง 3.5 นิ้วจนถึง 3 ฟุตเมื่อสิ้นศตวรรษนี้และยังมีโอกาสที่จะเพิ่มสูงกว่านี้มาก หากแผ่นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาแตกออก น้ำที่สูงขึ้น 1 ฟุตอาจทำลายพื้นที่ใดๆ ก็ตามที่อยู่ห่างจากชายฝั่งตั้งแต่ 50 -1000 ฟุตในส่วนต่างๆ ของสหรัฐ ขึ้นอยู่กับความลาดชันของแนวชายฝั่งและปัจจัยอื่นๆ ต่อไปนี้คือการกล่าวถึงพื้นที่เด่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
•พื้นที่หนึ่งในสามของบึงที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งชาติแบล็ควอเตอร์แห่งอ่าว เชสอะพีคกำลังจมอยู่ใต้น้ำ
•ชายป่าโกงกางในเบอร์มิวดากำลังเรียงรายไปด้วยต้นไม้ที่ล้มตายเมื่อเร็วๆ นี้
•การสูญเสียพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังซึ่งเป็นปราการด่านแรก ของธรรมชาติที่ช่วยป้องกันพายุ ทำให้แนวชายฝั่งของหลุยเซียน่า และนิวออร์ลีนกำลังตกอยู่ในสถานะอันตราย ประมาณ ทุกๆ 30 นาที พื้นที่ของแผ่นดินที่มีขนาดเท่าสนามฟุตบอลหนึ่งสนาม ในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำมิสซิสสิปี้สูญหายไป และถูกแทนที่ด้วยน้ำทะเล (ขณะที่โลกร้อนขึ้นกำลังหนุนให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ส่วนของแผ่นดินในรัฐหลุยเซียน่าที่หายไป เกิดเนื่องจากการทรุดตัวลงที่มีสาเหตุมาจากธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์ )
•บนชายฝั่งตะวันตก พื้นที่ชายฝั่งที่เป็นที่ราบต่ำ เช่น อ่าวซาน ฟรานซิสโกและส่วนต่างๆ ในพื้นที่ของแอล.เอ. ก็กำลังอยู่ในสถานะที่เปราะบางเช่นกัน
•หากระดับน้ำทะเลยยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง แผ่นดินนับพันๆ ตารางไมล์ที่เป็นพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นเช่น ทางภาคตะวันออกของสหรัฐอาจสูญหายไปภายในเวลาหนึ่งหรือสองศตวรรษและ ความรุนแรงของอุทกภัยระหว่างการโจมตีของพายุอาจเลวร้ายลง การสร้างปราการตามธรรมชาติ เช่น กำแพงกันคลื่นอาจต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากและ ในบางกรณีอาจไม่สามารถทำได้

ที่มา : https://liveearth.th.msn.com